"นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้"
ท่านพุทธทาสกล่าวไว้เช่นนั้น
กล่าวโดยง่ายคือ สภาวะสงบเย็นจากความทุกข์ทั้งปวง
เราจะได้สัมผัสสภาวะนี้ได้อย่างไร?
ท่านอธิบายเป็นระบบอย่างเข้าใจง่ายว่า ให้จับไปที่คำสอนหลักของพระพุทธเจ้าก่อน นั่นคือ
"ใดๆ ในโลกนี้ล้วนไม่ควรยึดมั่นถือมั่น"
แล้วเราจะเข้าถึงคำสอนนี้ได้อย่างไร?
เมื่อตาเห็นรูป ให้สักแต่ว่าดู
เมื่อหูได้ยินเสียง ให้สักแต่ว่าฟัง
เมื่อจมูกได้กลิ่น ให้สักแต่ว่าดม
เมื่อลิ้นรับรส ให้สักแต่ว่าชิม
เมื่อผิวหนังสัมผัส ให้สักแต่ว่ากระทบ
เมื่อใจเกิดอารมณ์ ให้สักแต่ว่ารู้สึก
"สักแต่ว่า" คือไม่นำมาปรุงต่อ
เมื่อ "ไม่ปรุง" ย่อมไม่มี "ตัวกู" เกิดขึ้น
โดยปกติแล้ว ตาเห็นสิ่งใด > เกิดเวทนา (รู้สึกพอใจ / ไม่พอใจ) > เกิดตัณหา (อยากได้ / ไม่อยากได้) > อุปาทาน (ตัวกูเกิดเต็มที่แล้ว เอาตัวเองไปตัดสิน แต่ที่จริงเป็นความหลงผิด) > จากนั้นจึงเป็นทุกข์ เพราะไปยึดมั่นถือมั่นว่า กูชอบ-ไม่ชอบ อยากได้-ไม่อยากได้ เมื่อคนอื่นและโลกไม่เป็นไปตามที่กูอยากให้เป็น...ก็เป็นทุกข์
????????????
กระบวนการนี้จะหยุดลง เมื่อเรารับรู้โลกแบบ "สักแต่ว่า" คือรับรู้ด้วย "สติ" เมื่อดู ฟัง ดม ชิม กระทบ รู้สึก ด้วยสติ จะเกิดปัญญา
สิ่งที่เห็นไม่ก่อกิเลสตัณหา ไม่ก่อทุกข์
แต่จะกลายเป็น "การศึกษา"
เช่นเห็นดอกกุหลาบก็ไม่ได้ชอบ/ไม่ชอบ
อาจใช้ความเหี่ยวเฉามาสอนตัวเองเรื่องอนิจจัง
เมื่อเท่าทันใจ "ตัวกู" ก็ไม่เกิด
หากใช้ชีวิตเช่นนี้ ทุกอย่างที่เจอย่อมเป็นประโยชน์
เป็นสิ่งที่ทำให้รู้ธรรมะ และรู้การดับทุกข์
ถ้าทำได้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ย่อมเจริญในธรรม
นำไปสู่การหลุดพ้น
????????????
หากทำเช่นนี้ได้ ท่านพุทธทาสบอกว่า จะมี "เวทนาที่เย็น" ไม่นำไปสู่โลภ โกรธ หลง เจอเรื่องใดสิ่งใดก็กลายเป็น "ปัญญา"
ธรรมะของพระพุทธเจ้าสอนเรื่อง "สุญญตา" หรือ "ความว่าง" หมายถึงไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เป็นตัวเรา-ของเรา มันเพียงเป็นผลจากเหตุปัจจัยที่ประกอบกันขึ้นมา จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
ภาวะที่ว่างจาก "ตัวกู" จะมีสติปัญญาสว่างที่สุด
เมื่อใดยึดใน "ตัวกู" จะมัวหมองและเป็นทุกข์
ฉะนั้น จะทำสิ่งใด ทำจิตให้ว่างจากตัวกูเสียก่อน แล้วจะคิด พูด ทำ ได้ดี ไม่ก่อความทุกข์กับตัวเองและคนอื่น และเอาชนะคนที่ทำสิ่งต่างๆ โดยมีตัวกูได้
"เอาสุญญตาเป็นอาวุธ" ท่านอาจารย์กล่าว
????????????
นี่คือธรรมะสูงสุด--อมฤตธรรม
แปลว่า ธรรมที่ทำให้ผู้มีธรรมะข้อนี้ไม่ตาย
ที่ไม่ตายก็เพราะไม่มี "ตัวตน" ตั้งแต่ต้น
ไม่มี "ตัวกู" ก็ไม่มีอะไรให้ตาย
เมื่อไม่ตายก็ไม่เจ็บปวดทรมานและเป็นทุกข์
คือภาวะที่สิ้นไปของโลภ โกรธ หลง
เราสามารถชิมน้ำอมฤตนี้ได้แม้ยังไม่หลุดพ้น
จากภาวะที่จิตว่าจากตัวกู-ของกู
เราจะรู้สึกเบาสบาย
ไม่ได้อยากได้และไม่อยากได้
ไม่ได้ดีใจและไม่ได้เสียใจ
ไม่ได้รู้สึกชอบและไม่ชอบ
เป็นสภาวะที่ "เย็น" และสงบ
????????????
เมื่อไหร่ที่มี "ตัวตน" ย่อมมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย พรัดพราก ชอบ ไม่ชอบ เหล่านี้คือ "ความตาย" ของตัวตนที่เรายึดไว้
ถ้าไม่มี "ตัวตน" ก็ไม่ตาย
ถ้าไม่อยากมี "ตัวตน" ก็อย่ามีโลภ โกรธ หลง
ถ้าไม่อยากโลภ โกรธ หลง ให้ระวังสิ่งที่มากระทบช่องทางต่างๆ ทางกายและใจ จะระวังได้ก็ต่อเมื่อมี "สติ" และ "ปัญญา"
กินของอร่อยก็รู้สึกอร่อย แต่ไม่ยึดติดในความอร่อย แบบนี้ท่านเรียกว่า "จิตฉลาด" คือรับอารมณ์ รู้อารมณ์ แต่ไม่ติดอารมณ์ ไม่เกิดตัณหา อุปาทาน จะเป็นอยู่โดยไม่ตาย เป็นอมฤต ได้สัมผัส "อมฤตธรรม"
ท่านพุทธทาสบอกว่า เราเป็นสาวกพระพุทธเจ้าก็เพื่อสิ่งนี้ นี่คือสิ่งที่ท่านเมตตามอบให้เรา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการดับทุกข์
เป็น "ชัยชนะเหนือทุกสิ่ง"
สำหรับผม มันคือชัยชนะจากความอยากเอาชนะ
ถ้ามีอมฤตธรรม เราจะไม่พ่ายแพ้ต่อสิ่งใด
เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ และสาวกพระพุทธองค์ควรทำทุกวิถีทางที่จะได้ธรรมะข้อนี้มา เมื่อได้มาแล้วเราจะไม่มีทุกข์ อยู่เหนือปัญหาทั้งหมด
ไม่ยึดมั่นถือมั่น
ไม่มีตัวกูของกู
ได้ดื่มอมฤตธรรมอยู่เสมอ
รู้สึกเหมือนได้พร เมื่อได้ฟังธรรมจากท่านอาจารย์ในช่วงปีใหม่นี้ และขออนุญาตเติมท้ายอีกนิดว่า ผมฟังแล้วไม่ได้ตีความว่าจะเป็นการแสวงหาทางรอดแบบปัจเจกตามลำพัง เมื่อสงบเย็นแล้ว เราสามารถทำประโยชน์ให้กับผู้คนในสังคมได้ด้วยใจที่ไม่ทุกข์ ขับเคลื่อนทำงานในเรื่องต่างๆ ที่เห็นว่าเป็นปัญหาและควรแก้ไข ทำสิ่งต่างๆ เหมือนเดิมด้วยใจที่ไม่มีตัวกูไปแบกหรือไปปะทะกับทุกคนและทุกสิ่ง ไม่ก่อทุกข์ให้ตนเองและผู้อื่น
ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ "ชนะทุกสิ่ง" ในแง่นี้นะครับ
คือชนะมายาที่เราชอบไปยึด
ซึ่ง "ทางเข้า" ของมันอยู่ไม่ไกลตัวเราเลย
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ถ้ามี "สติ" เป็นยามคุมประตูไว้เสมอ
ก็มีโอกาสได้ชิม "น้ำอมฤต" แห่งความไม่ตายบ่อยขึ้น
เมื่อไม่มี "ตัวกู" ก็ไม่มีอะไรให้ตาย ให้เจ็บ ให้ทุกข์
ขอนำพรจากครูบาอาจารย์มาฝากกันช่วงต้นปี 2026 ครับ